[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
โรงพยาบาลสิรินธร
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
วิสัยทัศน์-พันธกิจ
Intranet
Untitled Document
кҧ
кҧ
к駫͹Ź
ระบบจองห้องประชุม
Untitled Document
кͧͧЪ
เสี่ยวสุขภาพ
Untitled Document
آҾ
เมนูหลัก
ค้นหาจาก google
Linkหน่วยงาน
หน่วยงานโรงพยาบาล
กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
กฏหมายกระทรวงสาธารณสุข
ระบบ MIS สสจ.อุบลฯ
ระบบตรวจสอบจำนวน Service
จัดการยุงลาย
Untitled Document
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 1 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก




  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
วิธีรักษาตากุ้งยิง  VIEW : 25    
โดย กิ๊ฟ

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 12
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 2
Exp : 88%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 183.88.75.xxx

 
เมื่อ : อังคาร ที่ 23 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2563 เวลา 17:39:32    ปักหมุดและแบ่งปัน

วิธีรักษาตากุ้งยิง
เมื่อเริ่มมีอาการในระยะแรก ๆ คือยังไม่เห็นเป็นตุ่มนูนชัดเจน เพียงแต่มีอาการอักเสบแดงโดยรอบ ๆ หรือในกรณีที่เพิ่งเริ่มขึ้นเป็นตุ่มฝีใหม่ ๆ ซึ่งเป็นตุ่มแข็ง ยังไม่กลัดหนอง การรักษาและการดูแลตนเองในเบื้องต้น สามารถทำได้ดังนี้
การดูแลตนเองที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้น ได้แก่ การงดใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตาทุกชนิด, งดใส่คอนแทคเลนส์, ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออกเอง เพราะอาจจะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น (หากหนองแตกเองให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้ำต้มสุก), ไม่ขับรถเองในช่วงเป็นกุ้งยิง เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้, ผู้ป่วยที่เป็นตากุ้งยิงยังสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้สายตามาก ควรหมั่นพักสายตาเป็นระยะ ๆ  เมื่อพบว่าเป็นตากุ้งยิงในระยะแรก ควรเช็ดขอบตารอบ ๆ บริเวณที่เป็นให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (เช็ดจากหัวตาไปหางตา โดยในขณะทำให้หลับตาไว้) และดูแลรักษาความสะอาดบริเวณใบหน้าอยู่เสมอ ประคบตาด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ โดยใช้ผ้าสะอาดห่อหุ้มปลายด้ามช้อน แล้วชุบน้ำอุ่นจัด ๆ กดตรงบริเวณหัวฝี และนวดเบา ๆ โดยให้ทำเช่นนี้วันละ 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 นาที (การประคบอุ่นจะช่วยทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่เป็นมากขึ้น มาช่วยกันต่อสู้กับเชื้อโรค และช่วยทำให้ไขมันที่อุดตันต่อมเปิดออก ทำให้หนองไหลออกมาได้เอง และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น) หลังจากประคบตาทุกครั้ง ให้ใช้ยาป้ายตาหรือยาหยอดตาปฏิชีวนะ เช่น ยาป้ายตาเทอรามัยซิน หรือยาหยอดตาอิริโทรมัยซิน (ในกรณีที่จะซื้อยามาใช้เอง ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ) ถ้าอาการเจ็บไม่ลดลง ก้อนไม่ยุบ หรือมีเลือดออกจากแผล ควรไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม หรือผ่าเอาหนองออก ถ้ามีอาการปวด ให้กินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ  ถ้ามีอาการหนังตาบวมแดง หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่หน้า หูโตร่วมด้วย ให้กินยาไดคล็อกซาซิลลิน  หรืออิริโทรมัยซิน วันละ 4 ครั้งก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน เป็นเวลา 5-7 วัน หรือตามที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไป แม้ไม่ได้ใช้ยา ในบางรายอาจหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เกิดเป็นก้อนนูนชัดเจน และใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของเภสัชกรแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยการผ่าเอาหนองออก (แต่ทางที่ดีสุดก็คือ เมื่อเริ่มมีอาการควรรีบไปพบแพทย์ในทันที ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง) หากมีอาการดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยควรรีบไปแพทย์ในทันที ได้แก่ อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์, ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บตา, ก้อนที่เปลือกตาพบว่ามีเลือดออก, พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา, เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด, เปลือกตาแดงหรือตาแดงทั่วไปหมด, สายตาผิดปกติ, มีอาการแพ้แสงแดด และกุ้งยิงกลับมาเป็นซ้ำอีกภายหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว ถ้าตุ่มฝีเป่งเห็นหัวหนองชัดเจนแล้ว แพทย์จะสะกิดหรือผ่าเพื่อระบายเอาหนองออก และให้กินยาปฏิชีวนะต่อไปจนกว่าจะหายอักเสบ (เช่น ไดคล็อกซาซิลลิน  หรืออิริโทรมัยซิน ) ส่วนวิธีการผ่ากุ้งยิงออกนั้น แพทย์จะทำโดยการให้ยาชาชนิดหยอด 2-3 ครั้ง ตามด้วยการฉีดยาชาบริเวณที่เป็นก้อนประมาณ 0.5 ซีซี แล้วกรีดด้วยมีดปลายแหลมยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งหนองจะทะลักออกมา และก้อนจะยุบไปภายใน 2-3 วัน และสำหรับวิธีการดูแลตัวเองหลังการผ่าเอาหนองออก ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้  ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด   ปิดตาไว้ให้แน่นเพื่อป้องกันเลือดออกและช่วยลดอาการบวมอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง (หลังจากนี้ก็เปิดตาเองได้และล้างหน้าได้ตามปกติ)  เมื่อเปิดตาแล้วให้เริ่มใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ถ้ามีอาการให้รับประทานยาแก้ปวดครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง  ในวันรุ่งขึ้นให้ใช้สำลีชุบน้ำสะอาด บีบให้พอหมาด ใช้เช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ ดวงตา และให้ประคบด้วยน้ำอุ่น เพราะจะช่วยลดอาการปวดบวมหรืออาการช้ำได้ โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาด แล้วปิดลงบนเปลือกตาข้างที่เป็นกุ้งยิงครั้งละ 15 นาที (ในขณะที่ประคบให้หลับตาไว้)  หากเกิดรอยเขียวคล้ำบริเวณที่ทำการผ่าเอาหนองออก ให้ประคบด้วยน้ำแข็ง  ในกรณีที่ตากุ้งยิงแบบเป็น ๆ หาย ๆ อาจชวนสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะซ้อนเร้นอื่น ๆ อยู่ เช่น เบาหวาน สายตาผิดปกติ เป็นต้น แนะนำว่าควรไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดและหมั่นเช็ดขอบตาให้สะอาด
สนับสนุนบทความโดย   psthai888
เว็บ สล็อตออนไลน์  ที่ดีที่สุด
วิธีป้องกันตากุ้งยิง
รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสุขอนามัยบริเวณใบหน้า ขนตา ขอบตา มือ และควรระวังอย่าให้เส้นผมแยงตา รวมถึงรักษาความสะอาดของเส้นผมด้วยการสระผมอยู่บ่อย ๆ หากมีแนวโน้มจะติดเชื้อได้ง่าย ควรล้างเปลือกตาวันละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดของรูขุมขน หรือประคบอุ่นที่เปลือกตาทุก ๆ 2 วัน เพื่อเป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา หากใช้เครื่องสำอางบริเวณขอบตา ควรเช็ดทำความสะอาดอย่างเคร่งครัดก่อนนอนทุกครั้ง และไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เลิกนิสัยชอบขยี้ตา ไม่ใช้มือขยี้ตาบ่อย ๆ หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ไม่สะอาดเช็ดตา หลีกเลี่ยงการถูกฝุ่น ถูกลม แสงแดดจ้า ๆ และควันบุหรี่ หากจำเป็นก็ควรใช้แว่นกันแดดหรือหมวกช่วยด้วย เนื่องจากการหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองที่สกปรกจะช่วยทำให้มีเชื้อโรคมาสัมผัสที่บริเวณดวงตาได้น้อยลง ใช้สายตาให้พอดีกับความสามารถ อย่าฝืนใช้สายตามากหรือนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ปวดกระบอกตา ตาเมื่อยล้า และแสบเคืองตาได้ ซึ่งจะเป็นผลทำให้ภูมิคุ้มกันลดน้อยลง โอกาสไวต่อเชื้อก็มีมากขึ้น  ควรรักษาสุภาพทั่วไปให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดหลับอดนอน เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นด่านป้องกันการติดเชื้อได้ดี ทำให้มีโอกาสเกิดตากุ้งยิงได้น้อย  ควรดูแลร่างกายให้ได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ๆ เช่น ไข่แดง เครื่องใน เนย และผักผลไม้สีเหลือง ส้ม แดง หรือสีเขียวเข้ม หรืออาจจะทานวิตามินเสริมที่มีวิตามินเอหรือวิตามินซีเพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่วมด้วยก็ได้  ควบคุมโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไซนัสอักเสบ ฟันผุ ฯลฯ หากควบคุมโรคได้ดีจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดียิ่งขึ้น  ผู้มีประวัติเป็นตากุ้งยิงบ่อย ๆ ควรงดการใช้เครื่องสำอางบริเวณขอบตา หมั่นทำความสะอาดบริเวณโคนขนตา (ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดขอบตาจากหัวตาไปหางตา) และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา นอกจากนั้นควรไปพบแพทย์เสมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด ควรเริ่มรักษาตากุ้งยิงทันทีเมื่อเริ่มขึ้นเป็นตุ่มใหม่ ๆ ด้วยการประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ และใช้ยาปฏิชีวนะชนิดป้ายหรือหยอดตา เพราะถ้าปล่อยไว้นานจนกลัดหนอง การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจะไม่ได้ผล อาจต้องใช้วิธีสะกิดหรือผ่าเพื่อระบายเอาหนองออก  หากมีโรคประจำตัวหรือเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ติดเชื้อเอชไอวี โรคเลือด หรือกำลังได้รับยาเคมีบำบัด ฯลฯ) ควรไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงทีเมื่อสงสัยว่าเป็นตากุ้งยิง ผู้ป่วยไม่ควรลองรักษาด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลามรวดเร็วยิ่งขึ้น