[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
โรงพยาบาลสิรินธร
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
วิสัยทัศน์-พันธกิจ
Intranet
Untitled Document
кҧ
кҧ
к駫͹Ź
ระบบจองห้องประชุม
Untitled Document
кͧͧЪ
เสี่ยวสุขภาพ
Untitled Document
آҾ
เมนูหลัก
ค้นหาจาก google
Linkหน่วยงาน
หน่วยงานโรงพยาบาล
กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
กฏหมายกระทรวงสาธารณสุข
ระบบ MIS สสจ.อุบลฯ
ระบบตรวจสอบจำนวน Service
จัดการยุงลาย
Untitled Document
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 1 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก




  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
สาเหตุของตาปลา  VIEW : 26    
โดย กิ๊ฟ

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 12
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 2
Exp : 88%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 183.88.75.xxx

 
เมื่อ : อังคาร ที่ 23 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2563 เวลา 17:55:44    ปักหมุดและแบ่งปัน

สาเหตุของตาปลา
ตาปลาเกิดจากการที่ผิวหนังถูกเสียดสีหรือถูกกดทับบ่อย ๆ และเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดได้จากการกระทำของตัวผู้ป่วยเองหรือเกิดจากความผิดปกติของร่างกายผู้ป่วยก็ได้ ดังนี้
สาเหตุภายนอก หรือ สาเหตุจากการกระทำของผู้ป่วย ได้แก่ การสวมใส่รองเท้าที่คับแน่นหรือหลวมไม่เหมาะกับเท้า, การสวมใส่รองเท้าส้นสูง, การเดินลงน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม, การไม่ใส่รองเท้าเวลาเดิน, การใช้มือหรือเท้าทำงานบางอย่างบ่อย ๆ เป็นเวลานาน (เช่น ร้อยพวงมาลัย การเขียนหนังสือมาก ๆ ใช้นิ้วมือหิ้วของหนัก ๆ เป็นนักกีฬายิมนาสติก เป็นช่างตีเหล็ก ช่างขุด ช่างเจาะ ฯลฯ ส่วนเด็กทารกที่มีการดูดนิ้วมือตัวเองบ่อย ๆ ก็อาจพบได้เช่นกัน), ปัญหาเรื่องท่ายืนหรือท่าเดินของผู้ป่วยที่ทำให้บริเวณใดบริเวณหนึ่งถูกกดทับมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเหตุทำให้มีแรงกดตรงใต้ฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้าเป็นเวลานาน จึงเกิดการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดแข็ง ๆ ขึ้นมารองรับจุดนั้นแทนเนื้อธรรมดา สาเหตุจากภายใน หรือ สาเหตุจากความผิดปกติของร่างกายผู้ป่วย ได้แก่ ผู้ที่มีเท้าผิดรูปหรือผิดปกติ (เช่น นิ้วเท้างุ้ม ซึ่งเกิดจากการใส่รองเท้าไม่เหมาะสมกับเท้านานเป็นแรมปี) ทำให้บางตำแหน่งต้องรับน้ำหนักและถูกกดทับมากกว่าปกติ, เกิดจากความผิดปกติมีปุ่มกระดูกนูนหรือยื่นออกมา (ทำให้เกิดการเสียดสีเป็นเวลานานได้ เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ ซึ่งผู้ป่วยจะมีข้อนิ้วมือผิดรูป ทำให้การใช้งานไม่เป็นปกติและเกิดการเสียดสีในบางตำแหน่งมากเกินไป), การมีน้ำหนักตัวมาก (ทำให้เท้ารับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้เกิดแรงกดทับบางตำแหน่งมากกว่าปกติ) เป็นต้น
สนับสนุนบทความโดย   psthai888
เว็บ สล็อตออนไลน์  ที่ดีที่สุด
อาการของตาปลา
เนื่องจากมือและเท้าเป็นอวัยวะที่ใช้งานบ่อย รวมทั้งจากการเสียดสีและถูกกดทับอยู่บ่อยครั้ง จึงมักทำให้พบตาปลาในตำแหน่งนี้กันมาก ส่วนบริเวณอื่น ๆ ที่อาจพบได้ก็เช่น บริเวณขา และหน้าผาก ซึ่งจะพบได้ในชาวมุสลิมที่สวดมนต์โดยการคุกเข่าและใช้หน้าผากกดทับพื้นเป็นประจำ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วตาปลาจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ดังนี้   ตาปลา ที่เรียกว่า "คอร์น" ตาปลาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนของผิวที่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลาง (เรียกว่า Central core, Nucleus, Radix) ซึ่งเกิดจากผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้าที่เรียกว่า Stratum corneum มีการบุ๋มตัวลงไป และทำให้ชั้นของขี้ไคล  ซึ่งเกิดจากการลอกตัวของผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้านี้มีการสะสมอัดแน่นจนไปกดเบียดชั้นผิวหนังแท้ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บนั่นเอง และในบางครั้งอาจพบว่ามีการอักเสบแดงของผิวหนังโดยรอบ ตาปลาชนิดนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ  ตาปลาชนิดขอบแข็ง เป็นตาปลาที่พบได้บ่อยที่สุดในบริเวณด้านบนและด้านข้างของนิ้วเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วก้อย ตาปลาชนิดนี้จะมีลักษณะแข็ง มีผิวแห้ง เป็นขุย แต่มีความวาวเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อใช้ใบมีดเฉือนตุ่มนูนนี้ออกบาง ๆ ก็จะเห็นจุดกดแข็งสีออกใส ๆ อยู่ตรงกลางตุ่ม ซึ่งมีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร  ตาปลาชนิดอ่อน เป็นตาปลาที่พบได้บ่อยที่สุดในบริเวณง่ามนิ้วระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วนางของเท้า ตาปลาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตาปลาที่นุ่มกว่าชนิดแรก มีผิวชุ่มชื้นและมักจะมีการลอกตัวออกของผิวเสมอ หากใช้ใบมีดเฉือนตุ่มนูนนี้ออกบาง ๆ ก็จะเห็นจุดกดแข็งอยู่ตรงกลางเช่นเดียวกัน
ตาปลา ที่เรียกว่า "คัลลัส" หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "หนังหนาด้าน"  เป็นตาปลาที่พบได้ที่บริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าส่วนที่เชื่อมต่อกับนิ้วเท้า ตาปลาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนของผิวหนังแบบที่ไม่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลาง ผิวหนังจะมีความหนาและด้านกว่าปกติ โดยจะมีขนาดใหญ่กว่าตาปลา อาจมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 นิ้ว ส่วนขอบเขตของตาปลาชนิดนี้จะไม่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากตาปลาชนิดแรกที่จะมีขอบเขตอย่างชัดเจน และในบางครั้งยังอาจเกิดตาปลาชนิดที่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลางร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคันแต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นตาปลามีขนาดใหญ่ก็อาจทำให้มีอาการเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนสวมใส่รองเท้า ผู้ที่มีโครงสร้างของเท้าผิดปกติ เช่น ฝ่าเท้าแบน จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นตาปลาชนิดนี้สูงมาก นอกจากนี้ยังอาจพบได้ที่ฝ่ามือหรือหัวเข่าบริเวณที่มีแรงเสียดสี เช่น จากการใช้มือจับอุปกรณ์ในการทำงานจนเกิดแรงเสียดสีอยู่เป็นประจำ เช่น จอบ เสียม กรรไกร มีด เป็นต้น